2.ทฤษฎีหลักสูตร (Curriculum Theory)
2.1 จุดประสงค์ : เพื่อศึกษาทฤษฎีหลักสูตร
ในเรื่องของความหมายของหลักสูตร ความท้าทายของนักทำหลักสูตรและทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์
2.2 วางแผนการเรียนรู้ : ศึกษาข้อมูลจาก Power Point ที่ อ.ดร. สุเทพ
ส่งมาให้ และเว็บไซต์ http://gamoback.blogspot.com/2010/08/4.html
2.3 พัฒนาความรู้ : แหล่งอ้างอิงเชื่อถือได้
แต่ข้อมูลจากเว็บไซต์มีข้อผิดพลาดตรงที่ แมคเซีย (Maccia ) ได้สร้างทฤษฎีหลักสูตรขึ้น 4
ทฤษฏี แต่มีแค่ 3 ทฤษฎี
2.4 สรุปและวิพากษ์ :
Curriculum Theory ทฤษฎีหลักสูตร
รากฐานของหลักสูตรคือทฤษฎีหลักสูตร
แนวคิดด้านพฤติกรรมในการจัดทำหลักสูตรมีพื้นฐานมาจากจิตวิทยาการเรียนรู้
มุมมองทางทฤษฎี
1.
ความท้าทายคือการมุ่งเน้นไปที่วิสัยทัศน์ในอนาคต
ความชำนาญและการเริ่มต้นกระทำที่มั่นใจว่าความสำเร็จของวิสัยทัศน์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องเล็ก
2.
หลักสูตรเป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนภายในที่ส่งผลต่อพลวัตรทางสังคมและการเมือง
3.
นักหลักสูตรตระหนักดีว่าการสร้างทฤษฎีเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับความคิด เพราะเหตุใดจึงเกิดปรากฎการณ์ดังกล่าว
เหตุการณ์เหล่านั้นจึงเกิดขึ้น
โบแชมป์
กล่าวว่าทฤษฎีมีพื้นฐานมาจากความรู้ 3 สาขา: (1) มนุษยศาสตร์ (2) วิทยาศาสตร์ธรรมชาติและ
(3) สังคมศาสตร์ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดขอบเขตของความรู้พื้นฐาน
ทฤษฎีหลักสูตรมี 2 ประเภท คือ ทฤษฎีการออกแบบหลักสูตรและทฤษฎีวิศวกรรมหลักสูตร
1. ทฤษฎีการออกแบบหลักสูตรเป็นพื้นฐานขององค์ประกอบของหลักสูตร
2. ทฤษฎีวิศวกรรมหลักสูตร อธิบาย ทำนาย หรือแม้กระทั่งแนะนำกิจกรรมการพัฒนาหลักสูตรมีความเกี่ยวข้องกับแผนเฉพาะ
หลักการและ / หรือวิธีการ หรือขั้นตอน ทฤษฎีทางวิศวกรรมหลักสูตรยังมีพื้นฐานมาจากหลักการวัดและสถิติ
ความหมายของทฤษฎี
Abraham Kaplan ได้ให้ความหมายว่า
“ทฤษฎีเป็นหนทางที่ทำให้รู้สึกถึงสถานการณ์ที่รบกวน อย่างเช่น
ไม่ทำตามกระแส ยิ่งกว่านั้น เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เลิกพฤติกรรม ด้วยการแทนที่สิ่งใหม่ในขณะที่สถานการณ์เรียกร้อง”
ความท้าทายของนักทำหลักสูตร คือ
การกำหนดเพียงลักษณะของวงการหลักสูตรที่เราทำลังประมวลผล สมมติฐานของเราคือ
วงการหลักสูตรจะต้องเกี่ยวข้องกับนักทำหลักสูตร
ในการสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับการออกแบบหลักสูตร และการพัฒนาหลักสูตร
นักทำหลักสูตรส่วนใหญ่ดูเหมือนว่าจะตกลงใน
2 จุดนี้
1.
นักทำหลักสูตรเห็นด้วยว่า
หลักสูตรเป็นความสำคัญขั้นพื้นฐานต่อครูและนักเรียน
ต่อธรรมชาติของการสอนและการเรียน
2.
การพัฒนาหลักสูตรมีอิทธิพลอย่างมากจากค่านิยมที่นำมาใช้ในกระบวนการ
คำว่า “ทฤษฎี” บางครั้งหมายถึง
ชุดของข้อเสนอที่มีอิทธิพลที่ได้รับมาจากผลการวิเคราะห์
ลักษณะทั่วไปเหล่านี้หมายถึงความจริง กฎหมาย
และสมมติฐานหลายประการที่เกี่ยวข้องกันในทางกฎเกณฑ์
และที่ก่อตั้งรูปแบบเอกลักษณ์ทั้งหมด
ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วย
ความจริงทั่วไป กฎหมาย หรือสมมติฐานที่เกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน
ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์คือ
ชุดของข้อสันนิษฐานจากสิ่งที่ได้รับมาจากขั้นตอนของตรรกะทางคณิตศาสตร์
ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่กว่าของกฎหมายเชิงประจักษ์
ทฤษฎีให้คำอธิบายแก่กฎหมายเชิงประจักษ์และทำให้เนื้อหาวิชาเป็นหนึ่งเดียวกัน
สาระความรู้ที่เป็นมานุษยวิทยา
1.
ทฤษฎีดังกล่าวสร้างชุดของสมมติฐานหรือความเชื่อที่อธิบายสิ่งที่ควรจะเป็น
2.
นักปรัชญาอธิบายสิ่งที่พวกเขาคาดหวังไว้ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต - มุมมองของความเป็นจริงและบทบาทในตัวของมัน
3.
ทฤษฎีหลายทฤษฎีเกี่ยวข้องกับการศึกษาและหลักสูตรเฉพาะ
ซึ่งมาจากปรัชญาและ / หรือแนวคิดทางมนุษยศาสตร์
หน้าที่ของทฤษฎี
1.
จุดมุ่งหมายของวิทยาศาสตร์คือการเข้าใจปรากฏการณ์ที่ศึกษา
นักปรัชญายังหาคำตอบสำหรับคำถามของพวกเขาความรู้คืออะไร ความจริงคืออะไร อะไรคือคุณค่า
2.
ทฤษฎีมาจากคำในภาษากรีกว่า
theoria connoting แปลว่า "การตื่นตัวของจิตใจ"
มันเป็นชนิดของ "มุมมองที่บริสุทธิ์"
ของความจริง ทฤษฎีอธิบายความเป็นจริง
ทำให้ผู้คนตระหนักถึงโลกของพวกเขาและปฏิสัมพันธ์
ผู้เขียนหลายท่านได้ลงความเห็นเกี่ยวกับทฤษฎีไว้ 4 หลัก คือ
1.
การพรรณนา
2.
การทำนาย
3.
การบรรยาย
4.
การแนะนำ
ทฤษฏีหลักสูตร
หมายถึง ข้อความที่อธิบายความหมายของหลักสูตร โดยชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆชี้นำแนวทางการพัฒนาใช้และการประเมินผล หลักสูตรประกอบกัน แมคเซีย (Maccia ) ได้สร้างทฤษฎีหลักสูตรขึ้น 4 ทฤษฏี
1. ทฤษฎีแม่บท ( Formal Curriculum Theory ) เป็นทฤษฎีหลักที่กล่าวถึงหลักการกฎเกณฑ์ทั่วๆไปตลอดถึงโครงสร้างของหลักสูตร
2. ทฤษฎีเนื้อหา ( Curriculum Reality Theory ) เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับเนื้อหาและกล่าวถึงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ
3. ทฤษฎีจุดประสงค์ ( Volitional Curriculum Theory ) เป็นทฤษฎีที่กล่าวถึงวัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายของหลักสูตร และกล่าวถึงว่าวัตถุประสงค์นั้นได้มาอย่างไร
4. วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างไรในการสร้างทฤษฎีหลักสูตร เคอร์ (Kerr) กล่าวว่ามีวิธีการสร้างอยู่ 2 วิธีด้วยกัน คือ วิธีอนุมาน ( Deductive Approach )และวิธีอุปมาน
1. วิธีอนุมาน เป็นวิธีที่อาศัยความรู้จากศาสตร์อื่นมารวมกันเพื่อสร้างทฤษฎีขึ้นใช้วิธีการนำเอาสิ่งกับสมมติฐานและกฎเกณฑ์ในศาสตร์อื่นมา แล้วนำเอาศัพท์ทางการศึกษาใช้แทนลงไป เช่น ทฤษฎีแมคเซีย เป็นต้น
2. วิธีอุปมาน เป็นการรวมเอาทฤษฎีนี้บ้างมาผสมกันอาศัยข้อมูลที่สังเกตได้เป็นเครื่องชี้นำต่อไปก็ตั้งสมมติฐานและกฎเกณฑ์ที่จำเป็นในการสร้างและพัฒนาหลักสูตรขึ้น
ความหมายต่างๆของหลักสูตร การวางแผนพัฒนาหลักสูตรจำเป็นต้องอาศัยความเชื่อและทฤษฎีต่างๆ ทางการศึกษา ซึ่งมีนักการศึกษาได้กำหนดไว้หลายแนวดังนี้
1. หลักสูตรเป็นวิชาและเนื้อหาวิชา ผู้มองหลักสูตรในแนวนี้คือ ผู้ที่ยึดลัทธิสัจนิยม ( Perennialism ) และสาระนิยม
( Essentialism ) ตลอดจนผู้ที่ถือว่าการศึกษาคือการฝึกวินัยทางจิต ( Mental Discipline ) ซึ่งเห็นว่าหลักสูตรในโรงเรียนควรประกอบด้วยวิชาที่สำคัญที่จะธำรงไว้ซึ่งคุณลักษณะแห่งความเป็นมนุษย์และเป็นการฝึกสมองเช่น วิชาที่ยากๆโดยเฉพาะการศึกษาโครงสร้างของวิชาต่างๆ ที่จัดเป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจนเช่น โครงสร้างของวิชาคณิตศาสตร์เป็นตรรกศาสตร์โดยเฉพาะการหาเหตุผลแบบอนุมาน ข้อสังเกตสำหรับการกำหนดหลักสูตรในแนวนี้คือ ไม่ได้ให้ความสนใจและความสำคัญในผู้เรียน (ซึ่งองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาหลักสูตร)
2. หลักสูตรเป็นประสบการณ์ ยึดลัทธิก้าวหน้านิยม (Progressivism) โดยเชื่อว่าวัฒนธรรมคือ สิ่งแวดล้อมของสังคม คนจะต้องยอมรับสภาพของสังคม และปรับสภาพของสังคมให้ดีขึ้น จึงยึดหลักนักเรียนเป็นศูนย์กลางโดยดูความสนใจของผู้เรียนเป็นหลักในการสอนและการจัดประสบการณ์ให้เขา หลักสูตรจึงหมายถึงประสบการณ์ทั้งมวลที่นักเรียนจะพึ่งได้รับภายใต้การนำของครู
3. หลักสูตรเป็นจุดประสงค์ ถือว่าการสอนเป็นหนทางอย่างหนึ่งที่จะนำไปสู่จุดประสงค์ที่กำหนด
4. หลักสูตรเป็นแผนการ หลักสูตรคือแผนการที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ เป็นสิ่งที่เกิดจากความตั้งใจและคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า โดยเพ่งเล็งไปที่จุดมุ่งหมายของการศึกษา รวมถึงการจัดวางหลักสูตรไปใช้ในด้านการปฏิบัติคือ การสอนและการประเมินผลหลักสูตรเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น
5. หลักสูตรเป็นระบบการผลิต มองการให้การศึกษาเช่นเดียวกับระบบการผลิตสินค้าโดยคำนึงถึงทุนที่ได้ลงไปกับผลที่ตามออกมา จึงพยายามทำหลักสูตรให้เป็นรูปธรรมมากที่สุดเช่น เขียนในรูปจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม มีการวิเคราะห์งาน วิเคราะห์กิจกรรม ดังเช่น หลักสูตรระดับมัธยมศึกษา พ.ศ.2521
หมายถึง ข้อความที่อธิบายความหมายของหลักสูตร โดยชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆชี้นำแนวทางการพัฒนาใช้และการประเมินผล หลักสูตรประกอบกัน แมคเซีย (Maccia ) ได้สร้างทฤษฎีหลักสูตรขึ้น 4 ทฤษฏี
1. ทฤษฎีแม่บท ( Formal Curriculum Theory ) เป็นทฤษฎีหลักที่กล่าวถึงหลักการกฎเกณฑ์ทั่วๆไปตลอดถึงโครงสร้างของหลักสูตร
2. ทฤษฎีเนื้อหา ( Curriculum Reality Theory ) เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับเนื้อหาและกล่าวถึงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ
3. ทฤษฎีจุดประสงค์ ( Volitional Curriculum Theory ) เป็นทฤษฎีที่กล่าวถึงวัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายของหลักสูตร และกล่าวถึงว่าวัตถุประสงค์นั้นได้มาอย่างไร
4. วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างไรในการสร้างทฤษฎีหลักสูตร เคอร์ (Kerr) กล่าวว่ามีวิธีการสร้างอยู่ 2 วิธีด้วยกัน คือ วิธีอนุมาน ( Deductive Approach )และวิธีอุปมาน
1. วิธีอนุมาน เป็นวิธีที่อาศัยความรู้จากศาสตร์อื่นมารวมกันเพื่อสร้างทฤษฎีขึ้นใช้วิธีการนำเอาสิ่งกับสมมติฐานและกฎเกณฑ์ในศาสตร์อื่นมา แล้วนำเอาศัพท์ทางการศึกษาใช้แทนลงไป เช่น ทฤษฎีแมคเซีย เป็นต้น
2. วิธีอุปมาน เป็นการรวมเอาทฤษฎีนี้บ้างมาผสมกันอาศัยข้อมูลที่สังเกตได้เป็นเครื่องชี้นำต่อไปก็ตั้งสมมติฐานและกฎเกณฑ์ที่จำเป็นในการสร้างและพัฒนาหลักสูตรขึ้น
ความหมายต่างๆของหลักสูตร การวางแผนพัฒนาหลักสูตรจำเป็นต้องอาศัยความเชื่อและทฤษฎีต่างๆ ทางการศึกษา ซึ่งมีนักการศึกษาได้กำหนดไว้หลายแนวดังนี้
1. หลักสูตรเป็นวิชาและเนื้อหาวิชา ผู้มองหลักสูตรในแนวนี้คือ ผู้ที่ยึดลัทธิสัจนิยม ( Perennialism ) และสาระนิยม
( Essentialism ) ตลอดจนผู้ที่ถือว่าการศึกษาคือการฝึกวินัยทางจิต ( Mental Discipline ) ซึ่งเห็นว่าหลักสูตรในโรงเรียนควรประกอบด้วยวิชาที่สำคัญที่จะธำรงไว้ซึ่งคุณลักษณะแห่งความเป็นมนุษย์และเป็นการฝึกสมองเช่น วิชาที่ยากๆโดยเฉพาะการศึกษาโครงสร้างของวิชาต่างๆ ที่จัดเป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจนเช่น โครงสร้างของวิชาคณิตศาสตร์เป็นตรรกศาสตร์โดยเฉพาะการหาเหตุผลแบบอนุมาน ข้อสังเกตสำหรับการกำหนดหลักสูตรในแนวนี้คือ ไม่ได้ให้ความสนใจและความสำคัญในผู้เรียน (ซึ่งองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาหลักสูตร)
2. หลักสูตรเป็นประสบการณ์ ยึดลัทธิก้าวหน้านิยม (Progressivism) โดยเชื่อว่าวัฒนธรรมคือ สิ่งแวดล้อมของสังคม คนจะต้องยอมรับสภาพของสังคม และปรับสภาพของสังคมให้ดีขึ้น จึงยึดหลักนักเรียนเป็นศูนย์กลางโดยดูความสนใจของผู้เรียนเป็นหลักในการสอนและการจัดประสบการณ์ให้เขา หลักสูตรจึงหมายถึงประสบการณ์ทั้งมวลที่นักเรียนจะพึ่งได้รับภายใต้การนำของครู
3. หลักสูตรเป็นจุดประสงค์ ถือว่าการสอนเป็นหนทางอย่างหนึ่งที่จะนำไปสู่จุดประสงค์ที่กำหนด
4. หลักสูตรเป็นแผนการ หลักสูตรคือแผนการที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ เป็นสิ่งที่เกิดจากความตั้งใจและคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า โดยเพ่งเล็งไปที่จุดมุ่งหมายของการศึกษา รวมถึงการจัดวางหลักสูตรไปใช้ในด้านการปฏิบัติคือ การสอนและการประเมินผลหลักสูตรเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น
5. หลักสูตรเป็นระบบการผลิต มองการให้การศึกษาเช่นเดียวกับระบบการผลิตสินค้าโดยคำนึงถึงทุนที่ได้ลงไปกับผลที่ตามออกมา จึงพยายามทำหลักสูตรให้เป็นรูปธรรมมากที่สุดเช่น เขียนในรูปจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม มีการวิเคราะห์งาน วิเคราะห์กิจกรรม ดังเช่น หลักสูตรระดับมัธยมศึกษา พ.ศ.2521
สรุป
ทฤษฎีหลักสูตร
เป็นทฤษฎีที่อาจสร้างขึ้นมาเองหรืออิงมาจากทฤษฎีจากสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น จิตวิทยา
สังคมวิทยา มานุษยวิทยา และปรัชญาซึ่งนำมาใช้อธิบายความหมายของหลักสูตร หลักสูตรเป็นความสำคัญขั้นพื้นฐานต่อครูและนักเรียน
ต่อธรรมชาติของการสอนและการเรียน และการพัฒนาหลักสูตรได้รับอิทธิพลอย่างมากจากค่านิยม
2.5 การประเมินการเรียนรู้ : บรรลุจุดประสงค์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น